Click on the slide!

โรงพยาบาลบางระกำ   "ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป จันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 น.-16.30 น." 

Click on the slide!

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางระกำ

  นายแพทย์ ภูวดล พลพวก  

Click on the slide!

บริการด้านการตรวจรักษา ด้านจักษุ

บริการตรวจตา สายตา ต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อหิน

Click on the slide!

เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ฉุกเฉิน โทรสายด่วน 1669

Frontpage Slideshow (version 2.0.0) - Copyright © 2006-2008 by JoomlaWorks

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

พิมพ์
PDF

 

โรคเบาหวานชนิดที่ 2

non-insulin dependent diabetes

 

 
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคเรื้อรังไม่หายขาด เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างเพียงพอ หรือร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินลดลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดมีค่าสูงขึ้น โรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “non-insulin dependent diabetes”

นานาสาระของเบาหวานชนิดที่ 2

พบอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานประมาณ 2.6 ล้านคน และพบมากถึง 9 ใน 10 รายของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โรคนี้สามารถเป็นได้ทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในช่วงอายุที่มากกว่า 40 ปีขึ้นไป คนเชื้อสาย อัฟฟริกัน-แคริบเบียนและคนเอเชียใต้ มีแนวโน้มจะเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าเชื้อชาติอื่น โดยจะเริ่มเป็นเบาหวานในอายุเฉลี่ยที่ 25 ปี

ดังที่ได้กล่าวในตอนต้นว่า โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคที่เกิดขี้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้เพียงพอกับความต้องการ หรือร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินที่ลดลง หน้าที่ของอินซูลินคือเป็นฮอร์โมนหลักในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยทั่วไปเมื่อเรารับประทานน้ำตาล กลูโคสซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในอาหารและเครื่องดื่มจะถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้ หลังจากนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกายต่อไป

ตับอ่อนซึ่งวางตัวอยู่หลังกระเพาะอาหาร เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการสร้างฮอร์โมนอินซูลิน เมื่อร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินลดลง เราเรียกภาวะนี้ว่า “insulin resistance”   ทำให้ต้องมีการสร้างฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดลง และในที่สุดเมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินทดแทนได้อีกต่อไป จะทำให้เกิดโรคเบาหวานตามมา

ชนิดของโรคเบาหวาน

มี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 และ 2

อาการของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

โดยทั่วไปผู้ป่วยจะไม่แสดงอาการ และบ่อยคร้งตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปี

อาการที่ทำให้สงสัยว่าจะมีโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่
  • ปัสสาวะบ่อย
  • หิวน้ำบ่อย
  • น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการอ่อนเพลียง่าย
  • การมองเห็นลดลง
  • เป็นเชื้อราที่บริเวณขาหนีบ
  • แผลหายช้า


ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูง

เกิดขึ้นได้เมื่อผู้ป่วยไม่ได้คุมระดับน้ำตาลในเลือดที่ดีพอ และบ่อยครั้งในเวลาที่ผู้ป่วยมีการติดเชื้อในกระแสเลือด  โดยจะมีอาการ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย การมองเป็นลดลง อ่อนเพลียง่าย  จะเห็นได้ว่าอาการดังกล่าวไม่ได้เป็นอาการจำเพาะของโรคเบาหวานอย่างเดียว

ในกรณีที่ระดับน้ำตาลสูงมากๆ สามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะ “hyperosmolar hyperglycaemic state”  โดยผู้ป่วยจะหมดสติได้ ภาวะนี้ถื่อว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน และจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลโดยทันที

สำหรับผลแทรกซ้อนในระยะยาวเมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ การเกิดโรคไตวายเฉียบพลัน การมองเห็นลดลง เส้นประสาทส่วนปลายประสาทอักเสบ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาต อัมพฤต

ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

เกิดขึ้นในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาลดระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป หรือผู้ป่วยทานอาหารได้ลดลง
อาการที่พบบ่อยได้แก่ เหงื่อออกมากและใจสั่น  เมื่อผู้ป่วยมีภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำควรจะต้องได้รับน้ำหวาน หรือลูกอมที่มีรสหวาน

สาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่
  • น้ำหนักที่มากเกินไป (overweight) โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีไขมันสะสมรอบเอว
  • มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  • มีเชื้อชาติ african-caribean หรือ south-asian
  • อายุมากกว่า 40 ปี
  • มีโรคความดันโลหิตสูง โรคกล้าเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคอัมพาต
  • ขาดการออกกำลังกายโดยสม่ำเสมอ
  • มีปัญหาทางสุขภาพจิตอย่างรุนแรง
  • มีภาวะ   polycystic ovary syndrome
  • มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes)
  • มีภาวะ impaired glucose tolerance (จากการทดสอบ oral glucose loading) หรือ impaired fasting glucose
การวินิฉัยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

การตรวจปัสสาวะ

ตรวจ fasting blood glucose  โดยผู้ตรวจจำเป็นต้องงดน้ำงดอาหาร เราสามารถตรวจดูระดับน้ำตาลย้อนหลังโดยอาศัยการตรวจ HbA1C ทราบ

การทำ glucose tolerance test  จะทำการทดสอบนี้ในกรณีที่ผู้ทดสอบมีระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ก้ำกึ่ง  โดยการให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหวานและทำการวัดระดับน้ำตาลในเลือดในระยะเวลาต่างๆกัน

การรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่สามารถทำให้โรคเบาหวานหายขาดได้ แต่ก็สามารถควบคุมโรคได้ด้วย การรักษา 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

Self-help (การดูแลตนเอง)

ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อที่จะได้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติดังต่อไปนี้
  • ทานอาหารที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่   3 มื้อต่อวัน
  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ และอย่างน้อย 10 นาทีต่อครั้ง
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • งดการสูบบุหรี่   เนื่องจาการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
การรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

แพทย์จะเริ่มการรักษาทางยาเมื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่เพียงพอในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยกตัวอย่างยาที่ใช้ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้แก่
  • Metformin ออกฤทธิ์ที่ตับ โดยลดการปลดปล่อยน้ำตาลออกมาในกระแสเลือด และออกฤทธิ์ที่กล้ามเนื้อ โดยเพิ่มการใช้น้ำตาลภายในเซลล์
  • Gliclazide, glipizide, glimepiride และ tolbutamide ช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนมีการสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้น
  • Repaglinide และ nateglinide ช่วยกระตุ้นให้ตับอ่อนมีการสร้างอินซูลินที่เพิ่มขึ้น โดยมีการออกฤทธิ์ที่ไวกว่าและระยะเวลาการออกฤทธิ์ที่สั้นกว่า
  • Acarbose  ออกฤทธิ์โดยการชะลอการดูดซึมของสารคาร์โบไฮเดรต
  • Pioglitazone ช่วยลดการดื้อต่อยาอินซูลิน
  • Sitagliptin, saxagliptin และ vidagliptin ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างอินซูลินเพิ่มขึ้น

การฉีดยาอินซูลิน

โดยทั่วไปแพทย์จะเริ่มฉีดยาอินซูลิน เมื่อไม่สามารถควบคุมระดับของน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการทานยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

วิธีนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการฉีดยาอินซูลินด้วยตนเอง การบริหารทำได้โดยการใช้บรรจุยาอินซูลินเข้ากับด้ามปากกา และใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็ก ทำการฉีดเข้าที่ชั้นใต้ผิวหนัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องมีการตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง โดยการเจาะเลือดจากปลายนิ้วผู้ป่วย ทำการอ่านผลโดยเครื่องอ่านผล

การตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือด

ผู้ป่วยควรที่จะได้รับการตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1C)   อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี ซึ่งจะแสดงถึงระดับน้ำตาลย้อนหลังกลับไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

 

ขอบคุณบทความดีๆจาก : http://www.bupa.co.th